IFoA กับ SOA/CAS เลือกศูนย์สอบอันไหนดี ? เปรียบเทียบแบบหมัดต่อหมัด

สำหรับผู้ที่กำลังศึกษา หรือ อยากจะเข้าสู่วงการ Actuary(หรือ นักคณิตศาสตร์ประกันภัย) หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสอบเล่มคุณวุฒิตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะต้องผ่านการสอบจากสมาคมด้านคณิตศาสตร์ประกันภัยชั้นนำ โดยที่นิยมกันก็จะมี สมาคมที่มาจากฝั่งอังกฤษ คือ IFoA (ย่อมาจาก The Institute and Faculty of Actuaries) และ ทางฝั่งอเมริกาก็จะมี SOA (ย่อมาจาก Society of Actuaries) และ CAS (ย่อมาจาก The Casualty Actuarial Society)

เนื่องจาก ทั้งสองสมาคม เพิ่งเปลี่ยนหลักสูตรแบบ ขนานใหญ่กันไป SOA เปลี่ยนไปตอน 2018 ส่วน IFoA เพิ่งเปลี่ยนไปตอน กุมภา 2019 และ ผมยังเป็นสมาชิกของทั้งสองสมาคมอยู่ เลยเป็นที่มาของบล็อกนี้ครับ โดยผมจะไล่เปรียบเทียบถึงปัจจัยต่างๆระหว่างสองสมาคม ตั้งแต่ เนื้อหาหลักสูตร, การสอบ, หนังสือเตรียมสอบ, ต้นทุนต่างๆ, การเวฟตัวสอบ, และการเป็นยอมรับในการทำงาน ทั้งในไทยและต่างประเทศ

หมายเหตุ บทความนี้อัพเดตมื่อ วันที่ 31/07/2019 กรุณาตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง ถ้าผิดพลาดตรงไหนแจ้งมาได้เลยนะครับ จะอัพเดตข้อมูลให้

Syllabus and Exams: เนื้อหาหลักสูตร

หลายคนอาจจะสงสัยกันว่า ทำไมทางฝั่งอเมริกาถึงมีถึงสองสมาคม คำตอบก็คือ SOA จะเน้นไปในส่วน ของ ประกันชีวิต (Life), ประกันสุขภาพ (Health), QFI (Quantitative Finance and Investment ) และ อื่นๆ ส่วน CAS จะเน้นในด้าน ประกันภัย หรือ (Non-life or General Insurance)

แต่จริงๆ แล้ว SOA ก็มีสาย Non-life นะ แต่เป็นที่ยอมรับสู้ CAS ไม่ได้ โดย ทั้ง SOA และ CAS จะมีการใช้ตัวสอบตัวเดียวกัน แค่บางวิชา พอสอบตัวที่ใช้ร่วมกันหมดแล้วต้องตัดสินใจว่าจะไปสมาคมไหน

ซึ่งจะไม่เหมือนกับทางฝั่งของ IFoA ซึ่งรวมทั้ง Life และ Nonlife ไว้ในศูนย์เดียวเลย

ทั้งสองสมาคมจะมีการกำหนด qualification ที่คล้ายๆกันคือ พอสอบขั้นพื้นฐาน ​(Preliminary Exams) หมด และ take course จนครบตามที่กำหนด จะได้ qualify เป็น Associate หลังจากนั้นสมาชิกต้องเลือกว่าจะ specialise ไปในสายไหนเช่น Life หรือ Non-life พอสอบไปเรื่อยจนหมดในสายนั้น และ เงื่อนไขอื่นๆ ครบ ก็จะ เป็น Fellow ในสายนั้นๆ

ผมขออธิบาย ลำดับขั้นการสอบของแต่ละสมาคมก่อน จากนั้นถึงนำมาเปรียบเทียบครับ

Associate from SOA (ASA)

การจะได้เป็นต้องมีเงื่อนไขคือ ผ่านสอบ Preliminary Exams 7 ตัว, Validation by Educational Experience 3 ตัว , E-learning อีก 1 โมดูลใหญ่ (มีสอบย่อยที่บ้าน อีก 2 ครั้ง) และ สัมมนาอีก 1 ครั้ง

Preliminary Exams : Introductory

  1. Exam P–Probability สอบข้อกา 30 ข้อ 3 ชั่วโมง กับ คอมพิวเตอร์ เปิดสอบ 6 ครั้งต่อปี(เดือนคี่)
  2. Exam FM–Financial Mathematics สอบข้อกา 35 ข้อ 3 ชั่วโมง กับ คอมพิวเตอร์ เปิดสอบ 6 ครั้งต่อปี(เดือนคู่)

Preliminary Exam : Intermediate

  • Exam IFM–Investment and Financial Market สอบข้อกา 30 ข้อ กับ คอมพิวเตอร์ เปิดสอบ 3 ครั้งต่อปี (เดือน มีนา, กรกฎา, และ พฤษจิกา)

Preliminary Exams : Advanced

  1. Exam LTAM–Long-Term Actuarial Mathematics (ควรผ่าน Exam P กับ FM มาก่อน) สอบข้อกา 20 ข้อ ข้อเขียน 5-7 ข้อ ทั้งหมดภายใน 4 ชั่วโมง(+เวลาอ่านโจทย์ 15 นาที) เปิดสอบ 2 ครั้งต่อปี(ครั้งแรก เดือน เมษา หรือ พฤษภา และ ครั้งที่สอง เดือน ตุลา หรือ พฤษจิกา)
  2. Exam STAM–Short-Term Actuarial Mathematics (ควรผ่าน Exam P มาก่อน) สอบข้อกา 35 ข้อ กับคอม ภายใน 3 ชั่วโมง ครึ่ง เปิดสอบ 3 ครั้งต่อปี(กุมภา, มิถุนา และ พฤษจิกา)
  3. Exam SRM-Statistics for Risk Modeling (ควรผ่าน Exam P มาก่อน) สอบข้อกา 35 ข้อ กับคอม ภายใน 3 ชั่วโมง ครึ่ง เปิดสอบ 3 ครั้งต่อปี(มกรา, พฤษภา และ กันยา)
  4. Exam PA-Predictive Analytics (ต้องผ่าน Exam SRM มาก่อน) สอบเขียนโปรแกรม และ report ภายใน 5 ชั่วโมง (+เวลาอ่านโจทย์ 15 นาที) เปิดสอบ 2 ครั้งต่อปี(มิถุนายน และ ธันวา) แต่ เห็นคนรีวิวกันว่า ใช้เวลาอ่าน 20 ชั่วโมงก็เพียงพอ

ซึ่งข้อสอบทั้งหมดที่สอบกับคอม จะรู้ผลสอบทันที (ว่าผ่าน / ไม่ผ่าน)หลังสอบ (ยกเว้น LTAM กับ PA ที่จะรู้ผลอีก 10 สัปดาห์ต่อไป) อย่างไรก็ตาม หากการสอบคอมครั้งนั้นมีการเปลี่ยน Syllabus ก็จะต้องรอผลอีก 10 สัปดาห์ เช่นกันครับ เนื่องจากการสอบทุกตัว ของ SOA จะอิงกลุ่ม ไม่อิงเกณฑ์ ทำให้ต้องมีการไปประเมินเกณฑ์ผ่านอีกรอบ ไม่สามารถนำเกณฑ์จากผู้สอบรอบที่ผ่านๆมาอ้างอิงได้ครับ

ยกตัวอย่างเช่น หากรอบนั้นคนทำข้อสอบได้เยอะ เกณฑ์ผ่านอาจจะขยับ ขึ้นมาจาก 22 เป็น 23 ข้อ จาก 30 ข้อเป็นต้น

หลังสอบเสร็จ 10 สัปดาห์ รายชื่อผู้ผ่านแบบ official กับ เกรด ถึงจะถูกประกาศออกมา โดยเกรดมีตั้งแต่ 6 – 10 หากผ่านจะได้มากกว่า 6 ซึ่งเกรด 6 หมายถึงคะแนน มากกว่า เกณฑ์ผ่าน ตั้งแต่ 0-10% ของเกณฑ์ผ่าน , เกรด 7 หมายถึงคะแนน มากกว่า เกณฑ์ผ่าน ตั้งแต่ 10-20%, ๆลๆ ดังนั้นเกรด 10 ไม่ได้หมายความว่าได้คะแนนเต็ม แต่หมายความว่าโดดเด่นจากค่าเฉลี่ยมากๆ

ยกเว้น ข้อสอบ LTAM ที่นอกจากจะต้องทำคะแนนรวมให้ผ่านเกณฑ์แล้ว ยังมีขั้นต่ำของคะแนนในส่วนของช้อย คือ ต้องทำให้ได้ 12 ข้อ จาก 20 ข้อ หากตกในข้อเขียนก็จะมี อธิบายด้วยว่า ส่วนไหนของข้อสอบที่เราทำไม่ได้

ก่อนจะสอบ แค่เข้าสมัครเป็นสมาชิกที่ https://www.soa.org/ แล้วเข้าไปดู deadline วางแผนแล้วจ่ายตังค์สอบได้เลย โดยจะสอบตัวไหนก่อนก็ได้ ยกเว้น PA ที่ต้องสอบ SRM ก่อน

Validation by Educational Experience (VEE)

โดยปกติแล้ว ถ้า เรียนด้าน Actuarial Science หรือ stat มาในมหาวิทยาลัย จะสามารถเวฟมาได้โดยต้องทำเรื่องขอไปที่ SOA โดยสามารถเช็คว่า เราทำเรื่องได้รึเปล่าที่ https://www.soa.org/education/exam-req/instructions-for-vee-directory/ หากไม่ได้จะมี คอร์สที่เราสามารสมัครได้ ในเว็บครับ ซึ่งประกอบไปด้วย

  1. VEE Accounting and Finance
  2. VEE Economics
  3. VEE Mathematical Statistics

ซึ่งแต่ละตัวถือว่าง่าย และ ใช้เวลาน้อย กว่า สอบ Preliminary Exam มาก

E-Leaning

  • Fundamentals of Actuarial Practice (FAP)
    e–Learning Cours

 ซึ่งทั้งหมดทำที่บ้านได้ ประกอบไปด้วย

  1. คอร์สออนไลน์ 8 โมดูล
  2. Exercises ท้ายบท 6 บท (ยกเว้น บท 5 กับ 8 ) ซึ่งไม่จับเวลา มีคนตรวจว่า ผ่าน กับ ไม่ผ่าน
  3. Assessment 2 ครั้ง แบ่งเป็น Interim (ทดสอบ โมดูล 1 – 5 ทำตอนท้ายบท 5 จับเวลา 30 วัน) กับ Final (ทดสอบ โมดูลทั้งหมด จับเวลา 4 วัน)

Seminal

  • Associateship Professionalism Course (APC) เป็นการสัมมนาแบบวันเดียวซึ่งต้อง ผ่าน interim ใน FAP โมดูลก่อน

Fellow from SOA (FSA)

มีเงื่อนไขคือต้องเป็น ASA ก่อน

จากนั้น จะต้องทำการเลือกสาย ซึ่งแบ่งได้เป็น 6 สายคือ Corporate Finance and ERM, Quantitative Finance and Investment (QFI), Individual Life and Annuities, Retirement Benefits , Group and Health และ General Insurance

คร่าวๆ คือ แต่ละ Track จะมี Exam ใหญ่ 2-3 ตัว (สอบ 5 ชั่วโมง เปิดสอบปีละสองครั้ง)และโมดูลอีก 3 อัน ซึ่งแทบจะไม่เหมือนกัน ในแต่ละสาย โดยควรจะต้องสอบเรียงตามลำดับไป โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บเลยครับ https://www.soa.org/education/exam-req/edu-new-fsa-recommended/ 

Associate and Fellow from CAS (ACAS and FCAS respectively) : General Insurance Track

จากรูปจะเห็นได้ว่า Exam1,2,3F และ VEE ทั้ง 3 อัน สามารถ ไปสอบของ SOA แทนได้คือ P, FM และ IFM ตามลำดับ

จะเป็น ACAS ต้องสอบ EXAM 1-6 + EXAM MAS-I, MAS-II + online course

เป็น FCAS ต้องสอบ EXAM 1-9 + EXAM MAS-I, MAS-II + online course

CAS pathway

ข้อสอบจะเป็นช้อยหมดจนถึง MAS-II จากนั้นจะเป็น ข้อเขียนมาปนด้วย

ซึ่งเหมือนกับ SOA คือถ้าสอบกับคอม คือจะรู้ผลทันที แต่ถ้าสอบข้อเขียน จะรู้หลังผ่านไป 7 สัปดาห์ซึ่งเร็วกว่า SOA ที่ 10 สัปดาห์

Associate from IFoA

มีเงื่อนไขคือ สอบ 10 ตัว, Online course และ ประสบการณ์การทำงาน

Core Subjects Examinations 7 ตัว

  1. Actuarial Statistics (CS1) สอบข้อเขียน 3 ชั่วโมง(+เวลาอ่านโจทย์ 15 นาที) และสอบ โปรแกรมมิ่ง ภาษา R อีก 1 ชั่วโมง 45 นาที
  2. Risk Modelling and Survival Analysis (CS2) สอบข้อเขียน 3 ชั่วโมง(+เวลาอ่านโจทย์ 15 นาที) และสอบ โปรแกรมมิ่ง ภาษา R อีก 1 ชั่วโมง 45 นาที
  3. Actuarial Mathematics (CM1) สอบข้อเขียน 3 ชั่วโมง(+เวลาอ่านโจทย์ 15 นาที) และสอบ Excel กับคอม อีก 1 ชั่วโมง 45 นาที
  4. Financial Engineering and Loss Reserving (CM2) สอบข้อเขียน 3 ชั่วโมง(+เวลาอ่านโจทย์ 15 นาที) และสอบ Excel กับคอม อีก 1 ชั่วโมง 45 นาที
  5. Business Finance (CB1) สอบข้อเขียน 3 ชั่วโมง(+เวลาอ่านโจทย์ 15 นาที)
  6. Business Economics (CB2)  สอบข้อเขียน 3 ชั่วโมง(+เวลาอ่านโจทย์ 15 นาที)
  7. Business Management (CB3) Online quiz (อารมณ์ ประมาณ VEE ไม่ยากมากครับ)

Core Practice Examinations 3 ตัว

เนื้อหาส่วนใหญ่ จะใช้จาก Core Subjects Examinations

  1. Actuarial Practice (CP1)สอบข้อเขียน 3 ชั่วโมง 2 ชุด(+เวลาอ่านโจทย์ 15 นาที) รวม 6 ชั่วโมง
  2. Modelling Practice (CP2) สอบ Excel กับ คอม 3 ชั่วโมง 2 ชุด(+เวลาอ่านโจทย์ 15 นาที) รวม 6 ชั่วโมง
  3. Communications Practice (CP3) สอบข้อเขียน 3 ชั่วโมง

หลังจาก สอบเสร็จ 10 สัปดาห์ ผลก็จะออก โดยจะบอกคะแนนดิบมาเลย เช่น 81 เต็ม 100

ซึ่งเกณณ์การผ่านก็จะอิงกลุ่มโดย เกณฑ์ผ่านจะอยู่ที่ ประมาณ 60-70% แล้วแต่ความยากของข้อสอบเหมือน SOA

Exam ทั้งหมด สอบพร้อมกันปีละสองครั้ง ช่วงเดือน เมษายน กับ กันยา/ตุลา โดยจะสอบวันละตัวเลยครับ ซึ่งแต่ละครั้ง จะสมัครกี่ตัว หรือ สอบตัวไหนก่อนก็ได้ โดยต้องเป็นสมาชิก ของ IFoA ก่อนถึงจะสมัครได้ ซึ่งการสมัครจะใช้เวลานานและต้องเตรียมเอกสารเพราะต้องรออนุมัติ ของผมรอไป 2 เดือนกว่าจะอนุมัติ 555555 จึงขอแนะนำว่า ให้วางแผนดีๆ หากจะ ไปสาย IFoA ดูข้อมูลได้ที่ https://www.actuaries.org.uk/studying/plan-my-study-route/fellowshipassociateship

ไม่เหมือน SOA ที่สมัครออนไลน์ ได้ทันที

Online Course

  • Professional Skills Course คอร์สสั้นๆครับ เหมือนของแถมมากกว่า

Experience(1 ปี หากเป็นสมาชิก IFoA ก่อน 2 มกรา 2019 / 2 ปีหากสมัครหลัง วันที่ 2 มกรา)

  • Personal and Professional Development (PPD) ประสบการณ์การทำงานซึ่งจะต้องทำ report ส่ง IFoA หลังจากทำงานประจำแล้ว

Fellow from IFoA

มีเงื่อนไขคือ ต้องเป็น Associate ของ IFoA ก่อนจากนั้น สอบ Specialist Principles 2 ตัว Specialist Advance อีก 1 ตัว ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นการสอบข้อเขียน 3 ชั่วโมง(+เวลาอ่านโจทย์ 15 นาที ) และ ประสบการณ์การทำงาน

ซึ่ง IFoA ไม่จำเป็นต้องสอบเป็นลำดับเหมือน SOA

Specialist Principles Examination

  • SP1 Health and Care
  • SP2 Life Insurance
  • SP4 Pensions and Other Benefits
  • SP5 Investment and Finance
  • SP6 Financial Derivatives
  • SP7 General Insurance Reserving and Capital Modelling
  • SP8 General Insurance Pricing
  • SP9 Enterprise and Risk Management

Specialist Advanced Examination

  • SA0 Research Route – ผมเข้าใจว่าต้องเรียนต่อโทหรือเอก แล้วทำเรื่องเวฟ กับ IFoA โดยต้องเสนอหัวข้อ Dissertation
  • SA1 Health and Care Advanced
  • SA2 Life Insurance Advanced
  • SA3 General Insurance Advanced
  • SA4 Pensions and Other Benefits Advanced 
  • SA7 Investment and Finance Advanced

ซึ่งทุกตัว เปิดสอบปีละสองครั้ง เหมือน กับ exams ตัวอื่นๆของ IFoA

Experience(รวมทั้งหมด 3 ปี)

  • Personal and Professional Development (PPD) ประสบการณ์การทำงานซึ่งจะต้องทำ report ส่ง IFoA หลังจากทำงานประจำแล้ว

First Round: SOA/CAS vs IFoA : เนื้อหาหลักสูตร

1-ความยืดหยุ่นของเนื้อหา

คนที่ไปทางฝั่งอเมริกา หลังสอบ Preliminary Exams ไปจำนวนหนึ่ง คือ P FM IFM และ VEE จำเป็นที่ต้องเลือก ว่าจะไปสอบต่อ กับ สมาคมไหน ระหว่าง SOA หรือ CAS เพราะว่าทั้งสองสมาคมจะแยกสายสอบ ส่งผลให้ สมมติว่าเมื่อเราทำงานไปแล้วไม่ชอบสายนั้น หรือ ด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม แล้วผู้สอบต้องการเปลี่ยนสาย จำเป็นที่จะต้องไล่ไปสอบใหม่ตั้งแต่ตัวที่แยกสาย ซึ่งจะมีการแยกสายหลักๆ สองครั้ง คือ

  1. เลือกว่า จะไป ทาง Non-life (CAS) หรือ สายอื่นๆ (SOA)
  2. เมื่อ เลือกว่า จะไป Fellow สายไหน เช่น Life หรือ Health

หากต้องการเปลี่ยนสาย Fellow จะต้องกลับไปสอบไล่ใหม่ตั้งแต่ตัวแรก จนถึงตัวสุดท้ายของสายนั้นๆ ดังนั้นตัวที่เราเคยสอบมาแล้วก็จะไม่มีค่าเลยครับ

ส่วน IFoA นักเรียนสมัครสมาชิกแค่ครั้งเดียวแล้วจบเลยไม่ต้องไปวางแผนอะไรมาก ซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่า เนื่องจาก สมาชิกไม่จำเป็นต้องเลือกสายจนกระทั่งเป็น Associate นอกจากนี้ หากเลือกสายไปแล้ว สอบไปแล้ว บ้าง และต้องการเปลี่ยนสาย ก็ไม่จำเป็นต้องสอบใหม่หมด สามารถ สอบตัวต่อไปได้เลย เพราะว่า เงื่อนไขในการเป็น Fellow คือ SP 2 ตัว และ SA 1 ตัว ยกตัวอย่างเช่น สอบ SP1 Health and Care กับ SP2 Life Insurance ไปแล้ว แต่ต้องการ ไปสาย Pension ก็แค่ สอบSA4 ก็เป็น Fellow แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น หากต้องการเป็น Fellow เพิ่มอีกสายนึงก็แค่สอบ SA อีกตัวหนึ่งก็ได้เป็นเลย

2- การวางแผนสอบ

จะเห็นได้ว่า ตัวสอบทั้งหมด ก่อนถึงขั้น Associate ตัวสอบของ SOA จะเปิดบ่อยและมีตารางการสอบที่ยืดหยุ่นกว่า ทำให้วางแผนอ่านหนังสือได้ดีกว่า เช่น สอบ P เดือนมกรา สอบ IFM ต่อเดือนมีนา จากนั้น สอบ STAM ต่อเดือนมิถุนา จะสังเกตว่า เราสามารถอ่านหนังสือ และ สอบไปทีละตัวได้ ทำให้เราโฟกัสไปทีละวิชาได้

ไม่เหมือนกับ IFoA ที่ต้องสอบติดๆกันหลายตัวในเดือนเดียวกัน และยังเปิดสอบแค่ 2 ครั้งต่อปี หากต้องการสอบ 3 วิชาต่อปี ก็ต้อง อ่านไปพร้อมทั้ง 3 ตัว และ อาจจะต้องสอบทั้ง 3 ตัว ในอาทิตย์เดียวกัน

นอกจากนี้ข้อสอบช้อยของ SOA โดยทั่วไป(หากไม่เปลี่ยน syllabus) จะรู้ผลทันที ซึ่งผมชอบมาก หากสอบผ่านจะได้เตรียมอ่านหนังสือและลงสอบตัวต่อไปได้ทันที หากสอบตก ก็ยังวางแผนต่อไปได้ว่าจะสอบพร้อมกัน 2 ตัวในอีกสองเดือนข้างหน้า หรือ เลื่อนตัวสอบตัวอื่นไปก่อน

แต่ IFoA หรือ ข้อเขียนของ SOA หากสอบเสร็จแล้ว หากมั่นใจว่า ผ่านแน่ๆ หรือ ตกแน่ๆ ก็ไม่มีปัญหา วางแผนอ่านหนังสือต่อไปได้ทันที แต่ถ้าก้ำกึ่ง จะวางแผนยากมาก ผมเคยเป็นมาแล้ว 555 ทรมานมาก จะอ่านตัวต่อไปก็เสียวว่าตัวที่สอบไปแล้วจะตก จะอ่านตัวเดิมก็จะเสียเวลาชีวิตไปอีก 10 อาทิตย์ระหว่างรอผล ซึ่งผมมองว่ามันเป็นเวลาที่มีค่าเอาไปทำอะไรได้อีกเยอะ

นอกจากนี้ ในส่วนของ FAP ซึ่งเป็นโมดูล ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากเพราะ SOA ให้เวลาถึง 2 ปี (ขยายเพิ่มได้อีก 1 ปี)

แต่ถ้าเป็น IFoA เนื้อหาส่วนนี้ คือ CP1 ซึ่งเป็นการสอบ 6 ชั่วโมงและขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในข้อสอบที่หินที่สุดของ IFoA อีกด้วย

แต่ทั้งหมดนี้ เฉพาะก่อน เป็น Associate นะ ตอนสอบ Fellow จะเหมือนกันทั้งสองสมาคมคือ เปิดสอบ ปีละสองครั้ง และรอผล 10 สัปดาห์เหมือนกัน

แต่ วิชา Fellow ของ SOA จะใช้เวลาในการสอบค่อนข้างนาน คือ สอบ 5 ชั่วโมง

ในขณะที่ SP และ SA ของ IFoA จะใช้แค่ 3 ชั่วโมง

จากความเห็นส่วนตัว ขอสรุปว่า เส้นทางในการเป็น Associate ของ SOA เป็นได้เร็วกว่า IFoA อยู่พอสมควรแต่ถ้า ผ่านขั้น Associate ไปแล้ว ผมคิดว่า มาสาย IFoA ชีวิตจะสบายกว่า SOA

3-ไสตล์ในการสอบ

เนื่องจาก ข้อสอบ IFoA จะเป็นข้อเขียนทั้งหมด ทำให้ผู้สอบจะต้องมีทักษะในการเขียนภาษาอังกฤษด้วย เนื่องจาก จะมีถามทั้ง ทฤษฏี และ ข้อคำนวณ ซึ่งต้องเขียนเป็นขั้นตอนทำให้คนตรวจเข้าใจด้วย ดังนั้น ข้อสอบ IFoA จะวัดความเข้าใจของเนื้อหาจริงๆ

ในทางกลับกัน ข้อสอบ SOA จะมี ข้อกา/ช้อย ซึ่งจะเน้นไปที่การคิดเลขเร็วมากกว่า นอกจากนี้ ข้อสอบ SOA ยังเป็นแนว speed test อย่างวิชา MLC (ชื่อก่อนจะเปลี่ยนเป็น LTAM) เท่าที่คุยมาผมยังไม่ค่อยเคยเจอใครที่ทำทัน แน่นอนครับ ผมก็ทำไม่ทัน 555 ไม่ได้เป็นเฉพาะตัวสอบนี้นะ เพื่อนผมที่สอบ Fellow ของ SOA ส่วนใหญ่ก็ทำไม่ทันเช่นกัน

อารมณ์ประมาณว่า ข้อสอบ SOA (โดยเฉพาะข้อเขียน) ถ้าเปิดอ่านโจทย์เสร็จห้ามเสียเวลาคิดเลย ต้องลงมือเขียน ไม่งั้นอาจจะไม่ทัน ส่วน IFoA บางข้อ ผมยังมีหยุดคิดบ้าง ก็ยังพอทำทัน แต่ผมไม่ได้หมายความว่า SOA ออกแบบข้อสอบมายากกว่านะ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า IFoA ยากกว่าซักด้วยซ้ำไป

แต่ IFoA จะมีกฏยิบย่อยมากกว่า เช่น หากไม่เขียนหน่วย หรือ เขียนผิดจะหักคะแนน ทศนิยมผิดก็หักคะแนน จึงขอเตือนไว้ ณ ที่ นี้ครับ

Second Round: SOA/CAS vs IFoA -Material: หนังสือเตรียมสอบ

IFoA ไม่ได้วางตัวเป็น สมาคมอย่างเดียว แต่ยังวางตัวเป็น สถาบันการศึกษาด้วย ซึ่ง IFoA ได้เปิดบริษัท มาขาย Material กลาง(เช่น textbook, สรุป, mock exam) ตามลิ้ง https://acted.co.uk/ ที่อ้างอิงถึงการสอบแต่ละตัวโดยเฉพาะ ซึ่ง พอ syllabus เปลี่ยน เนื้อหาข้างในก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย โดยจะเปลี่ยนทุกการสอบ( ปีละ 2 ครั้ง) เช่น Mateiral CP1 ปี 2019 ก็จะไม่เหมือนกับ ของปี 2020 ส่งผลให้ คนสอบ IFoA มีเนื้อหาที่อัพเดตอยู่ตลอดเวลา

ส่วน SOA/CAS จะไม่มีการออก Material กลาง โดยในแต่ละรอบสอบจะบอกถึง syllabus ของตัวสอบในแต่ละวิชา ประมาณว่า วิชานี้ในรอบ มีนา จะใช้ text book เล่มนี้ บทไหนบ้าง ซึ่งเราก็ต้องไปซื้อตามหาอ่านเอง ซึ่งลำบากต่อคนสอบมากๆ เลยมีเอกชน ที่ทำ Material ขาย เพื่ออ้างอิง SOA อีกที คือ

credit: www.studymanuals.com/Product/
  • https://www.coachingactuaries.com/  ขาย textbook ชื่อ ASM ในไทยส่วนใหญ่ก็จะอ้างอิงจากเล่มนี้แหละครับ มี videos, สรุปสูตร นอกจากนี้ ยังมีขายข้อสอบ online ที่คนไทยเรียกว่า ADAPTIVE PRACTICE ซึ่งจะรวบรวม pool โจทย์เป็นพันๆข้อ แล้วจำลองการสอบเสมือนจริง มีจับเวลาด้วย เลือก level ได้ ทางบริษัทเคลมว่าหากทำไปถึงเลเวล 7 จากสถิติมีโอการถึง 90% ที่จะผ่าน ส่วนตัวแล้ว ผมชอบมากๆ adapt ช่วยชีวิตผมในการสอบมาหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมแทบไม่ได้อ่าน textbook เลย ทำแต่โจทย์ adapt จนเลเวลถึง ไปสอบก็ยังผ่านมาได้ แต่เป็นที่น่าเสียดาย ADAPT มีถึงแค่ตัวสอบ ก่อน Associate เท่านั้น
  • https://www.actexmadriver.com/ ขาย textbook แต่มีเฉพาะถึง ASA ยังขาดของ FSA อยู่เช่นกัน
  • https://www.theinfiniteactuary.com/ หรือ TIA ขายทั้ง สรุปสูตร, video online และ โจทย์แบปฝึกหัด มีขายถึง FSA เลยครับ
  • https://www.pakstudymanual.com/  เน้นขาย แบบฝึกหัด Material แต่เน้นไปในส่วน ของ Fellow
Credit: https://www.coachingactuaries.com/

จากประสบการ์ณที่ผมได้พบมา วิชาตัวสอบก่อนเป็น Associate ทางฝั่งของ SOA/CAS จะมี Material ที่มากกว่า ทำให้อ่านง่ายมาก มีโจทย์ให้ทำเยอะกว่า ซึ่ง ประจวบเหมาะกับ style ข้อสอบของ SOA ที่เน้นคำนวณ คิดเลขไว แค่ทำโจทย์ให้มากหน่อยก็ผ่านแล้ว แต่พอมาถึง Fellow เพื่อนผมประสบปัญหาคือ ไม่มีโจทย์ทำมากพอ เมื่อเทียบกับเนื้อหา หรือจำนวนโจทย์ sample มีมากไม่พอก่อนที่จะ ไต่ learning curve ได้ทัน ขนาดไปดูโจทย์ข้อสอบเก่าย้อนหลัง ของ SOA ยังมีแค่ไม่กี่ปี

ไม่เหมือนกับ IFoA ที่หากสั่ง revision note ซึ่งจะคัดโจทย์ย้อนหลังมา 10 ปี โดยเค้าจะคัดเฉพาะข้อที่ updated มา ซึ่งเราไม่ต้องเสียเวลาคัดข้อสอบที่ไม่ตรง syllabus ออกไปเอง ส่งผลให้ ถ้าสอบ IFoA จะมั่นใจได้เลยว่า Material จะมีความ stable และอัพเดตมากกว่า เนื่องจาก IFoA เป็นคนออกเอง

มีสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหา และ ผมไม่ชอบเลย ของ SOA คือ เปลี่ยน syllabus ค่อนข้างบ่อย ทำให้ texbook หรือ material ที่เรามีอยู่แล้วล้าสมัย เราต้องเสียเวลามาคอยอัพเดตเอง โดยเฉพาะในการสอบ Fellow เพื่อนผมบอกมาว่า ในการสอบ QFI ตัว Fellow syllabus ในการสอบ ข่วงดือน พฤษภา 2019 แตกต่างจาก รอบที่แล้ว(พฤษจิกายน 2018) ราวๅ 50%!!!! ซึ่งค่อนข้างเสียเวลามากในการคอยอัพเดตเนื้อหาเอง เพราะอย่างที่บอกไปว่า เนื้อหามันอ้างอิงกับหนังสือหลายเล่มมากๆ

ซึ่งในช่วงปีสองปีที่ผ่าน มา SOA เปลี่ยนเนื้อหาบ่อยมาก จนผมเริ่มรำคาญละ 555 ล่าสุด FAP ก็จะมีเปลี่ยนเนื้อหาอีกรอบในปี 2020 อีกด้วย

ไม่เหมือนกับ IFoA ที่เล่มเดียวจบ หากต้องการอัพเดตเนื้อหาในการสอบครั้งต่อไป เราสามารถซื้อ retaker price หรือราคาพิเศษสำหรับคนเคยซื้อซ้ำได้ นอกจากนี้จากประสบการณ์ ผมคิดว่าเนิ้อหาที่เปลี่ยนก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมมาก ยกเว้นการเปลี่ยน ครั้งใหญ่ปี 2019 ที่เปลี่ยนชื่อสอบและโครงสร้างสอบใหม่ทั้งหมด ในความเห็นส่วนตัว IFoA ไม่น่ามีเปลี่ยนใหญ่ๆในเร็วๆนี้อีกแล้วครับ

Third Round: SOA/CAS vs IFoA -The Cost: ต้นทุนต่างๆ

ค่าสมาชิก

ก่อนสอบตัวแรก (ยกเว้น CS1 หรือ CM1 ที่สอบได้เลย) สมาชิก IFoA ต้องเสียสมาชิกค่าแรกเข้าครั้งแรก ประมาณ 8000 บาท(ค่าแรกเข้า 5000 + ค่ารายปี 3000 บาท) จากนั้นก็เสียปีละ 3000 บาท ราคานี้ลดราคาลงไป 50% หากยังไม่มีรายได้หรือรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ หากไม่ลดก็จ่ายประมาณปีละ 6000 บาท ครับ

ซึ่งจะแตกต่างจาก SOA ที่เริ่มจ่ายรายปีก็ต่อเมื่อเป็น Associate แล้ว ปีละ ประมาณ 10,000 บาท Fellow ปีละ 20,000 ทำให้ประหยัดค่าใช้จากในช่วงที่ยังไม่เป็น Associate ได้เป็นอย่างมาก อ้างแิง https://www.soa.org/about/membership/member-dues/

ค่าสอบ

SOA – ASA

https://www.soa.org/education/exam-req/syllabus-study-materials/exam-and-module-fees/

SOA – FSA

ค่าสอบจะประมาณ 10,000 กว่าบาท ถ้าเป็นตัวเล็ก ถ้าเป็นตัวใหญ่คือประมาณ 30,000 กว่าบาท โดย Fellow จำเป็นต้องสอบ ตัวใหญ่ 2 ตัว และตัวเล็ก 1 ตัว ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามลิ้งครับ https://www.soa.org/education/exam-req/syllabus-study-materials/exam-and-module-fees/

ยังไม่รวม online course อีกตามนี้ครับ

credit:https://etchedactuarial.com/actuary-exam-costs/

IFoA- Associate and Fellow Fees

ต้นทุนเป็น ปอนด์ นะครับ ไม่ใช่ USD จาก https://www.actuaries.org.uk/studying/exam-bookings/exam-fees-and-fees-other-education-services

จะเห็นได้ว่า ก่อนเป็น Associate ต้นทุนการสอบ ของ SOA จะถูกกว่าค่อนข้างมาก แต่หลังจาก เริ่มทำ FAP กับสอบ PA ต้นทุนการสอบ จะขึ้นเป็นหลายหมื่น บาท ต่อครั้ง ซึ่งแพงกว่า IFoA พอสมควร

ในขณะที่ IFOA สามาถใช้ reduced rate ลดราคาได้หากไม่ได้ทำงานหรือกำลังเรียนอยู่

ค่าหนังสือ + Material

หากสอบ SOA ในตัว Associate ต้นทุนจะขึ้นอยู่กับว่าเราเลือก material จากบริษัทไหนไม่ว่าจะเป็น coachingactuaries.com หรือ TIA และ Package ที่เราเลือกด้วย อย่างเช่นเราอาจจะซื้อ Adaptive practice 1 กับ ASM manual หรือเราอาจจะซื้อ Full video course ไปเลยก็ได้

แต่ปัญหาจริงๆ ของ SOA คือ ค่าหนังสือสอบ ในขั้น Fellow เพื่อนผมเคยลงสอบ Life pricing เสียค่าหนังสือไปทั้งหมดไปหลายหมื่นบาท เพราะเขาไล่ซื้อ หนังสือเกือบทุกเล่ม ใน syllabus ของ วิชานั้น

ซึ่งไม่เหมือนกับ IFoA ที่ซื้อเล่มเดียวจบ

หลายๆคน อาจจะสงสัยว่า จะสนใจค่าสอบกับค่าหนังสือไปทำไม ในเมื่อไปเบิกบริษัทได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราต้องสำรองจ่ายสอบไปก่อน ถ้าสอบผ่านจึงจะไปเบิกกับบริษัทได้ ส่วนค่าหนังสือ บางบริษัทก็ไม่ออกให้นะ

Forth Round: SOA/CAS vs IFoA -Exemption: ทุกอย่างเกี่ยวกับการเวฟ

ก่อนอื่น ต้องอธิบายก่อนว่า SOA และ IFOA มีเกณฑ์ในการขอเวฟที่ไม่เหมือนกัน สรุปคร่าวๆก็คือ หากเราสอบ IFoA ถึงขั้น Associate เราต้องสอบ PA เพิ่มอีกแค่ตัวเดียว ก็ได้ ASA แล้ว แต่ในทางกลับกัน หากเราต้องการเวฟไป IFoA เราต้องสอบ CP2 กับ CP3 รวมไปถึง Exam 5 ของ CAS ด้วย ซึ่งใช้เวลาอ่านมากกว่ามาก

เวฟจาก IFoA ไป SOA

SOA-waiver

เวฟจาก SOA ไป IFoA

***หมายเหตุ เนื่องจาก IFoA เพิ่งประกาศในวันที่ 31/07/2019 ว่า IFoA จะไม่อนุญาติให้เวฟจากศูนย์อื่นอีกแล้ว ยกเว้น สมาชิก หรือ ผู้ที่สมัครเป็นสมาชิก IFoA ก่อนวันที่ 31/07/2019 สามารถยื่นเรื่องเวฟได้ภายในปี 2021 โดยเกณฑ์ในการเวฟใหม่จะมีการประกาศมาในเร็วๆนี้

แต่หากเป็นสมาชิกก่อน วันที่ 31/07/2019 เกณฑ์จะแตกต่างออกไป เนื่องจาก IFoA ยังไม่ได้ปรับเกณฑ์การเวฟให้เข้ากับการ เปลี่ยน curricurum ครั้งใหญ่ในปี 2019 ของ IFoA เอง ทางที่ดีที่สุดคือเมลไปถาม IFoA โดยตรงเลยครับ แต่ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็เป็นไปตามที่ผมบอกข้างบนครับ

สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ https://www.actuaries.org.uk/studying/exam-exemptions

ผมขอสรุปง่ายๆนะครับ สอบ IFoA จะย้ายไป SOA ได้ง่ายกว่า ย้ายจาก SOA ไป IFoA ไม่สิจริงๆคือ ย้ายจาก IFoA จะต้องสอบใหม่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับ SOA

แต่หากยังไม่ได้เป็นสมาชิก IFoA ก่อนวันที่ 31/07/2019 จะทำให้ สอบ SOA ไม่สามารถเวฟไป IFoA ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้สอบ IFoA ยังคงเวฟไป SOA ได้อยู่เหมือนเดิม

เวฟจาก มหาลัย ไป IFoA

อย่างที่ทราบกันว่า IFoA วางตัวเป็น สถาบันการศึกษาด้วย สมาคมจากประเทศต่างๆ เช่น ออสเตรเลีย จีน อินเดีย จึงขอยืมหลักสูตร ของ IFoA มาเปิด เป็นสมาคม Actuary ของตัวเอง และร่วมมือกับมหาลัยของประเทศนั้นๆ เพื่อเปิดหลักสูตร Actuarial Science ทั้งปริญญาตรีและโท ซึ่งส่วนใหญ่หากสอบได้ตามคะแนนที่กำหนด สามารถ เวฟ Core Subjects Examinations ได้ทั้ง 7 ตัว คือ CS1-2 CM1-2 และ CB1,2 ซึ่งประหยัดเวลาไปได้มาก

หลายๆคนเข้าใจผิดว่า สมาคมในเครือเดียวกับ IFoA เช่น The Actuaries Institute ของออส คืออันเดียวกับ IFoA แต่จริงคือไม่ใช่นะครับ เขาแชร์ข้อสอบและ Material ถึงแค่ Core Subjects Examinations 7 ตัว หลังจากนั้นจะแยกกัน เนื่องจากข้อกฏหมายที่ไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ ดังนั้นหากไม่ได้วางแผนที่จะทำงานในประเทศเหล่านั้น ควรเวฟกลับไป IFoA เพราะมีความเป็นสากลมากกว่า

***หมายเหตุ เนื่องจาก IFoA เพิ่งประกาศในวันที่ 31/07/2019 ทำให้มหาลัยที่ไม่ได้อยู่มใน UK ไม่สามาถเวฟได้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น หากเรียนมหาลัยที่ออสเตเลียแล้วได้เวฟ จาก The Actuaries Institute ของออส จะไม่สามารถเวฟไป IFoA ได้แล้วนะครับ แต่ยังสามารถเวฟไป SOA ได้อยู่

แต่ถ้าอยากเวฟจนถึง Fellow มีมหาลัยเพียงสามแห่งในโลกเท่านั้นที่สามารถ เวฟต่อได้ คือ CASS Business School, University of Kent และ heriot watt university

MSc in Actuarial Management- CASS Business School, London

Credit: https://www.cass.city.ac.uk/

เป็น course ที่ดังสุด เวฟได้มากที่สุดแล้ว คือเวฟ CP1,2,3 และ วิชา SP อีก 2 วิชา (SP1,2 , 4, 5, 6, 7, 8) เท่ากับว่าหากเวฟได้หมด สอบแค่ SA (3 ชั่วโมง) อีกแค่ตัวเดียว ก็เป็น Fellow แล้ว (แต่ต้องสะสมชั่วโมงการทำงานด้วยนะ)

โดย คอร์สนี้เป็นคอร์สเดียวในโลก ที่เวฟ SP1 (Health) และ CP2(Model) ได้ และ จะมี Module เกี่ยวกับ Actuarial reseach กับ Strategic Margeting อีกด้วย

นอกจากนี้ ในปี 2018 หากผู้เรียน มี CP1 อยู่แล้ว ก็สามารถเลือกลงเรียน SP เพิ่มอีกสองตัวแทนได้

Credit: https://www.cass.city.ac.uk/study/masters/courses/actuarial-management

MSc in Applied Actuarial Science- University of Kent

Credit: https://www.kent.ac.uk

คือเวฟ CP1,3 และ วิชา SP อีก 2 วิชา (SP2, 4, 5, 6, 7, 8, 9) ได้เช่นกัน (ไม่สามารถเวฟ CP2 ได้)

จุดเด่นหลักๆ คือ วิชา SP9 (Enterprise Risk Management) ที่ไม่มีสอนใน CASS และยังมีเชิญอาจารย์พิเศษ (ผู้ออกแบบ Software Prophet) มาสอนการใช้โดยเฉพาะเลย

MSc in Actuarial Management- Heriot Watt University, Edinburgh

Credit: https://www.hw.ac.uk/

เวฟ CP1,3 และ วิชา SP อีก 2 วิชา (SP2, 4, 5, 6, 9) ซึ่งจุดเด่นหลักๆ คือ วิชา SP9 (Enterprise Risk Management) เช่นกัน

Mutual Recognition

กฏง่ายๆ ครับ หากเป็น Fellow ของสมาคมไหนแล้ว จะถือว่าเป็น Fellow ของสมาคมอื่นด้วย แต่ต้องเป็น สมาคมในเครือ IFoA , SOA กับ CASS นะครับ

Fifth Round: SOA/CAS vs IFoA -แนวคิด และ Culture ของแต่ละสมาคม

เพื่อนของผม หลายคนที่มาสาย SOA เขาให้เหตุผลว่า

SOA เหมาะสำหรับคนรีบ อยากสอบ อยากเป็น Fellow เร็วๆ เพราะ โครงสร้างการสอบของ SOA เอง และ Fellow ของ SOA ไม่ต้องใช้ประสบการณ์การทำงานใดๆ ก็สามารถ เป็น Fellow ได้

เพื่อนของผม ที่มาจาก IFoA ก็บอกว่า

เขาชอบ IFoA ที่ โครงสร้าง, ระบบ และ เนื้อหา ของ IFoA ที่มีความยืดหยุ่นสูง คนที่จบ Fellow ของ IFoA คือมีความ Professional จริงๆ เพราะมีการวัดระดับทั้ง communication และ ประสบการณ์การทำงาน นอกจากนี้ ข้อสอบทั้งหมดยังเป็นข้อเขียนอีกด้วย

คนที่มาสาย IFoA โดยเฉพาะในเมืองนอก เขาจะเรียนในมหาลัยไปให้เยอะๆก่อน แล้วค่อยเวฟ หรือ สอบทีละหลายๆ ตัว

ไม่เหมือน SOA ที่สอบไปทีละวิชาครับ

การยอมรับในไทยและต่างประเทศ

ประเทศไทย

ปฎิเสธไม่ได้ว่าในประเทศไทย SOA เป็นที่นิยมมากกว่า ทั้งในแง่ของนายจ้าง และ ผู้สอบเอง เนื่องจาก ในประเทศไทยยังไม่มี course ในมหาลัยไหนที่สามารถ เวฟไป ทางฝั่ง IFoA ได้ และ การสมัครสมาชิก IFoA ต้องใช้ ปริญญาตรี (แต่ตอนผมสมัคร ผมขอเปลี่ยนเป็น ตัวสอบ ของ SOA แทนนะ แล้วเขาก็ให้ด้วย) ทำให้คนหันไปสอบทาง SOA ที่เอื้อยอำนวยให้สอบทีละตัว ทีละขั้น และเป็น Associate ได้เร็วกว่านั่นเอง

IFoA ถือว่ามีคนเป็นสมาชิกค่อนข้างน้อยในไทย เพื่อนผมทั้งรุ่น มี สอบ IFoA แค่ 3 คนเอง(รวมผมเองด้วย) ส่วนที่เหลือเป็น SOA ทั้งหมด แต่ก็แอบได้ยิน มาว่า บริษัท บางบริษัท โดยเฉพาะ บริษัทที่มี head of actuary เป็นฝรั่ง ค่อนข้างชอบ IFoA มากกว่า

แต่ถ้าไปสาย Non-life ในไทย CAS เป็นที่นิยมกว่าอย่างแน่นอนครับ

ต่างชาติ

ส่วน Non-life IFoA ก็มีชื่อเสียงในต่างชาติเหมือนกันนะ

ในแถบเอเชีย แทบจะมีประเทศไทยประเทศเดียว ที่นิยม SOA มากกว่า ประเทศที่นิยม SOA แบบสุดๆก็มี อเมริกา กับ แคนาดา ครับ

ส่วน IFoA จะดังในอังกฤษ และ ประเทศ Commonwelth ทั้งหลายในยุโรป , ออสเตรเลีย, จีน, อินเดีย , และ South Africa ซึ่งจะมีความเป็น international มากกว่าอยู่พอสมควร

Conclusion and my Thought : สรุป

อาจจะเห็นภาพกันไปแล้วนะครับ ว่าทั้งสองสมาคมก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป อยากให้ blog นี้ ช่วยให้หลายๆคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ

สมาคมไม่ใช่โคนัน ความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว การที่ใครคนหนึ่งบอกว่าบางสิ่งดีกว่าอีกสิ่งหนึ่ง แต่นั่นอาจจะไม่ได้ดีที่สุดสำหรับเราก็ได้ อยากจะให้ทุกคนตัดสินใจด้วยตัวเองครับ

Related posts