ทริคง่ายๆ สำหรับ Public Speaker มือใหม่: การใช้โทนเสียง, ภาษากาย ฯ ล ฯ เพื่อประยุกค์ใช้สำหรับการนำเสนออย่างมืออาชีพ

เนื่องจากเป็นคนที่ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ และ ชอบพัฒนาตัวเองตลอดเวลา
แต่ในช่วงที่ผ่าน ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ออกไปนำเสนองาน ทำให้ขาดการฝึกฝนทักษะการสื่อสารไป พอจำเป็นถึงคราวต้องอธิบาย หรือ สื่อสารเนื้อหาเหล่านั้นให้คนที่ไมได้อยู่สาขานั้นๆเข้าใจ เค้าจะงง อ้าปากค้าง “นี่พูดไรเนี่ย” อยู่บ่อยๆ

พอเจอแบบนี้บ่อยๆ ก็เลยรู้สึกว่าจะปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ 5555 ก็เลยอยากที่จะสรุปโน๊ต Best Practices ที่เรากลับมาอ่านใหม่ได้เรื่อยๆ ก็เลยลองศึกษา Communication Arts ไว้ซะหน่อย หรือที่รู้จักกันในนามของ “นิเทศศาสตร์”
ซึ่ง นิยามก็คือ ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะในการสื่อสารนั่นเอง

หลายๆคน อาจจะเข้าใจว่า Public Speaking คือการพูดบนเวทีต่อหน้าคนเยอะๆ แต่ความหมายจริงแล้วก็คือ “การพูดในที่สาธารณะ” อาจจะเป็นการพูดในที่สาธารณะต่างๆ เช่น ขณะรับประทานอาหารในภัตตาคาร หรือ ขณะทำงานในห้องประชุม ก็ได้

ซึ่งใน บล็อกนี้ ได้รวบรวม เทคนิคง่ายๆ ที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงสำหรับการทำ Presentation แบบมืออาชีพครับ ทั้ง

Verbal Communication หรือ “การสื่อสารทางเสียง” เช่น การใช้โทนเสียง (Tone of Voice)

และ


Non Verbal Communication หรือ “การสื่อสารโดยไม่ใช้เสียง” เช่น การใช้ภาษากาย และ ฯ ล ฯ

โดยอยากจะแชร์ทริคนี้ เพื่อนๆจะได้นำไป ประยุกต์ใช้ทั้งสองอย่างในสถานการณ์จริงครับ

Tone of Voice

คนที่สามารถควบคุม โทนของเสียง ของตัวเองได้ก็สามารถควบคุมอารมณ์ของผู้ฟังได้เช่นกัน แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้โทนเสียงของตัวเองว่าเป็นอย่างไร เมื่อผู้ฟังได้ยิน วันนี้เลยถือโอกาสมาอธิบายเผื่อเพื่อนๆจะนำไปลองฟังเสียง ของตัวเอง และปรับให้เข้ากับการออกเสียของตัวเอง ครับ

โทนของเสียงประกอบไปด้วย 4 ส่วนคือ

1) Projection

Projection หรือ ทิศทางของเสียง ซึ่งจะมีสองแบบใหญ่ๆ คือ “ฟุ้ง” และ “พุ่ง” ธรรมชาติ สร้างให้มนุษย์มีโทนของเสียงที่แตกต่างกัน โดยปกติถ้าไม่ได้รู้ด้านนี้มาจะใช้เพียงอย่างเดียว โดยเราใช้มันเป็นปกติในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่จะเป็นแบบไม่ฟุ้งอย่างเดียว ก็ พุ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

1.1) เสียง “ฟุ้ง”

เสียงฟุ้ง (Diffuse) คือการออกเสียงที่กระจายออกไปหลายทิศทาง

Diffuse

เป็นเสียงที่น่าฟัง ฟังสบายๆ ลื่นหู หรือ ก็คือเสียงหล่อนั่นเอง เหมาะใช้สำหรับ การพูดเรื่องทั่วไป การเล่าเรื่อง หรือ การพรีเซนส์งาน เป็นเสียงที่ใช้ได้หมดเกือบทุกสถานการณ์

วิธีการใช้คือพยายามออกเสียงให้มีลมออกมาพร้อมกับเสียงพูด

1.2) เสียง “พุ่ง”

เสียงพุ่ง (Direct) คือ การออกเสียงพุ่งไปในทิศทางเดียวสู่คนฟังโดยตรง

Direct

เป็นเสียงที่ทรงพลัง สามารถใช้ในการดึงดูดความสนใจผู้ฟังได้ มักใช้ดึงผู้ฟังกลับเข้าสู่บทสนทนา เวลาที่ผู้ฟังเนือยๆ หรือ เริ่มหลุดจากบทสนทนา

วิธีการใช้คือพยายามออกเสียง ให้ ลมเคลือบคำ เวลาออกเสียง หรือ ให้ลมออกมาน้อยที่สุดเวลาเปล่งเสียงพูด

2) Range

ช่วงของเสียง หรือ Range  ซึ่งสามารถใช้ควบคุมหรือถ่ายทอดอารมรณ์ทำให้ผู้ฟังคล้อยตามไปได้

โดยจะแบ่งออกเป็นสามช่วง คือ

2.1) Head Tone

Head Tone หรือก็คือ เสียงสูง นั่นเอง ใช้ในการถ่ายทอดอารมณ์ดีใจสุดๆ หรือ เสียใจสุดๆ

ถ้าใช้ Head Tone จะรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนบริเวณหลังศีรษะ และก้องกังวานไปยังบริเวณกลางระหว่างคิ้ว

2.2) Mouth Tone

Mouth Tone หรือ เสียงกลาง แสดงถึงอารมณ์ปกติทั่วๆไป

เวลาใช้ จะรู้ถึงการสั่น บริเวณโพรงอากาศในจมูก และ ในช่องปาก

2.3) Chest Tone

Chest Tone (เสียงต่ำ) เป็นเสียงที่ทุ้มและกังวาล แสดงถึงอารมณ์ เศร้า สุขุม หรือ โรแมนติก

เวลาใช้ จะเป็นการใช้ลมจากช่วงท้อง และจะรู้สึกถึงการสั่นของหน้าอกหากใช้ได้ถูกต้อง

3) Pace

หรือ ความเร็วในการพูด ซึ่งยังรวมไปถึง จังหวะการหยุด (Pausing) ในระหว่างประโยค

การใข้ Pace ที่ดีคือควรเป็นแบบสุ่ม (random) ทำให้ผู้ฟังจับจังหวะการพูดของเราไม่ได้ ส่งผลให้การพูดของเราไม่จำเจและน่าเบื่อ

4) Inflection

พูดแบบง่ายๆคือ การประยุกต์ใช้ Projection, Range และ Pace พร้อมกันส่งผลให้เกิด ส่วนผสมของเสียงหลายๆแบบขึ้นมา

ตามธรรมชาติ มนุษย์จะหลุดเนื้อหาภายใน 5 นาที !! แต่การพูดส่วนใหญ่ก็ เกินกันทั้งนั้น ผลคือ หลังจากผ่านไปไม่นาน คนฟังจะหลับกันหมด! หากมีการใช้ ส่วนผสมของ Inflection ที่ลงตัว จะส่งผลทำให้การพูดมีความน่าสนใจอยู่ตลอดเวลา และทำให้คนฟังรู้สึกตื่นเต้นไปกับเนื้อหาที่มีกราฟขึ้นลงไม่นิ่งเฉย คนฟังจะไม่หลับ ยกตัวอย่างง่ายๆก็ตามรูปครับ

ซึ่งแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของโทนเสียงแตกต่างกัน โดยเพื่อนๆสามารถหาเทคนิคลายเซ็นของตัวเองเจอด้วยการทดลองใช้องค์ประกอบของโทนเสียงต่างๆพร้อมกัน ซึ่งแนวทางการใช้ Inflection ของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน แล้วแต่จะประยุกต์ครับ

หนึ่งในโทนที่อยากแนะนำให้ลองใช้ดูคือ ปรับให้ช่วงของเสียงปลายประโยคเป็นเสียงต่ำ ซึ่งจะทำให้ทั้งประโยคมีความนุ่มน่าฟังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้พร้อมกับ เสียงพุ่ง และ เสียงฟุ้ง

มีโทนหนึ่งที่ไม่แนะนำให้ใช้โดยเด็ดขาด คือ Head Tone และ เสียงพุ่ง พร้อมกัน เพราะเสียงจะพุ่งและแหลมเกินไปทำให้ผู้ฟังตกใจได้

Body Language

นอกจากภาษาพูดที่ใช้ในการพรีเซนส์แล้ว องค์ประกอบอีกอย่างนึงที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ภาษากาย นอกจากจะช่วยส่งเสริมมุมมองของผู้ฟังที่มีต่อเราแล้ว ยังคงเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อตัวเราเองอีกด้วย ถึงแม้ว่าเราอาจจะมีความรู้สึกไม่มั่นใจ แต่ถ้าหากเราใช้ภาษากายที่ถูกต้อง จะส่งผลต่อสมองและเกิดความมั่นใจขึ้นมาได้จริง ๆ 

วันนี้จึงอยากแชร์ภาษากายง่ายๆ เผื่อเพื่อนๆ อาจจะนำไปปรับใช้กันครับ

1) ท่ายืน

มีห้าท่าง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่มีท่าประจำตัวเองนะ ง่ายๆ คือ

#1 ท่าเริ่มต้น

จัดให้มือทั้งสองข้างอยู่ระดับเอว นิ้วประสานกันตามรูป ท่านี้คือท่าเริ่มต้นที่สามารถเปลี่ยนไปท่าอื่นๆได้ง่าย และ กลมกลืนที่สุด

#1

#2 & 3 ผายมือ

จากท่า #1 เมื่อต้องการพูดประเด็น หรือ หัวข้อใหม่ๆ สามารถผายมือออก 1 ข้าง ซ้ายหรือขวาก็ได้ โดยที่มือยังอยู่ในระดับเอว ตามรูป

#2 ผายขวา
#3 ผายซ้าย

เมื่อจบประโยค หรือ ประเด็น ก็ดึงมือกลับมาที่ท่า #1

#4 & 5 หมุนมือ

จากท่า #1 เมื่อเราต้องการพูดถึงตัวเอง หรือ เล่าเกี่ยวกับประสบการ์ณของตน เราสามารถหมุนสะบัดข้อมือเข้าหาตัวเอง

#4 หมุนเข้าหา

หรือ หมุนสะบัดออกจากตัว ตามรูป

#5 หมุนออกจากตัว

2) การใช้สายตา

การใช้สายตา หรือ Eye Contact เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สร้างปฎิสัมพันธ์ และดึงผู้ฟังไม่ให้หลุดจากเนื้อหาได้

พยายามกวาดสายตาไปทั่วๆ และ Keep Eye Contact กับคนให้มากที่สุด ทุกคน ถ้าเป็นไปได้ ส่งผลให้ ผู้ฟังเห็นว่าเราใส่ใจพวกเขา และผู้ฟังจะรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ

แต่ถ้าไปเจอคนที่หลับหรือไม่ยอมสบตาเราก็ปล่อยผ่านไปนะครับ เพราะจะทำให้เราเสียความมั่นใจ และจะส่งผลต่อการพูดได้ ไปโฟกัสกับคนที่กำลังฟังแทนดีกว่า

3) การใช้ไมค์

การใช้ไมค์ที่ถูกต้องคือ ให้ไมค์ทำมุม 45 องศา และ ห่างจากหัวไมค์ 1 นิ้ว ตามรูป

Credit: doobyskaraoke.com/how-to-hold-the-mic/

Organize Professional Presentation : การนำเสนออย่างมืออาชีพ

ในการทำ Presentation ควรมีขั้นตอนอยู่สามอย่างคือ เตรียม (Preparation), วิเคราะห์ (Analysis) และ นำเสนอ (Presentation)

1) Preparation

การเตรียมการนำเสนอ คือ กุญแจสำคัญในการทำ Presentation เลยก็ว่าได้ และคนนำเสนอควรใช้เวลาวางแผนและเตรียมตัวให้มากที่สุด เพื่อที่จะมั่นใจว่า Message ที่ต้องการจะสื่อ ถูกส่งไปยังผู้ฟังได้อย่างครบถ้วน โดยที่จะต้องเตรียมคือ เนื้อหา (Content), โครงสร้างของเนื้อหา (Structure) และ เครื่องมือ (Tools) ที่จะใช้ในการนำเสนอ

1.1) Prepare Content

ก่อนอื่นมารู้จัก “Context” กันก่อน

What context is

Context หรือ “บริบท” คือ ถ้อยคำหรือข้อความแวดล้อมที่ช่วยให้ความหมายของคำกระจ่างขึ้น

ในการนำพูด เนื้อหา (Content) ควรที่จะอยู่ภายใต้บริบท (Context) เสมอ

ยกตัวอย่างเช่น

สมัครฟิตเนสที่ไหนดี?

ลองเปลี่ยนเป้น

คือว่า พอดีฟิตเนสที่เก่าที่สมัครไว้เพิ่งปิดไป อยากสมัครฟิตเนสใหม่ที่อยู่แถว.. เธออยู่แถวนั้น พอจะมีที่ไหนแนะนำบ้างป่าว?

ซึ่งโดยทั่วไป คนพูดมักจะพูด Content เลย แต่ไม่ได้ครอบด้วย Context ก่อน เพราะคนพูดมักจะเข้าใจไปเองว่าคนฟังรู้อยู่แล้วว่าเค้าพูดถึงเรื่องอะไร แต่ในความเป็นจริงคนฟังไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่ากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไรอยู่

ซึ่งวิธีการครอบด้วย Context สามารถทำได้ง่ายๆ และสามารถนำไปใช้ได้ทุกสถานการณ์รวมถึงในชิวิตประจำวันด้วยครับ

วิธีสร้าง Context ครอบ Content

  1. เกริ่นนำ (Open) หรือ บอกคนฟังถึง จุดประสงค์, สาเหตุ หรือ ปัญหา ของสิ่งที่กำลังจะสื่อออกไป


    เพื่อให้รู้ว่าเรากำลังจะพูดถึงอะไร เพราะว่าหากเราพูดเนื้อหาไปทันทีโดยไม่ได้เกริ่นนำก่อน คนฟังอาจจะจับใจความสำคัญไม่ได้ เนื่องจากไม่มีเวลาเรียบเรียงความคิด เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับฟังเรื่องนั้น

  2. ตามด้วยเนื้อหา (Content) และ รายละเอียด (Details)

  3. ปิดท้าย (Close) หรือ คือการบอกคนฟังว่า ได้บอกหัวข้อเนื้อหาอะไรไปแล้วและคนฟังเพิ่งได้รับสาส์นอะไรไปบ้าง และ ควรทำอะไรต่อ

    เพราะ จะช่วยให้คนฟังสามารถตัดสินใจได้ง่าย และ ส่งสาส์นกลับมาได้
    เช่น อาจจะเป็นการสรุป (Conclusion), การแนะนำ (Suggestion), หรือการถามกลับ

จะเห็นได้ว่า การมี Context คลอบคลุมอยู่จะทำให้ ผู้ฟัง เข้าใจสาสน์ที่ผู้พูดต้องการสื่อไปอย่างสมบูรณ์แบบ

1.2) Prepare its Structure

ในการนำเสนองาน เราจำเป็นที่จะต้องวางแผนโครงสร้าง (Disposition) ของการนำเสนอก่อน โดยใช้หลักการของ Context เช่นเดียวกัน คือ

1. Open

สามารถประกอบไปด้วย

  • คำเปิด (Hello)
  • บอกจุดประสงค์ (Objectives)
2. Context

โดยผู้พูดอาจจะบอกถึงบริบท (Context) คร่าวๆ เพื่อโยงถึงผู้รับสาสน์ก่อน เช่น

  • ลิสต์ของประเด็นหลักที่จะนำเสนอ (Main Points) ซึ่งไม่ควรเกินสามประเด็น เพราะว่าในการนำเสนอจริง คนรับสาส์นส่วนใหญ่จำประเด็นได้ไม่เกินสามประเด็นหรอก
  • กำหนดการ (Agendas)
  • ประโยชน์ต่อผู้ฟัง (Benefits)
  • คุณค่าต่อผู้ฟัง (Values)
3. Content

เริ่มเจาะลึกไปถึงรายละเอียดของเนื้อหา เช่น

  • ปัญหา -> สาเหตุ
  • เหตุ -> ผลกระทบ
  • ประโยชน์ และ โทษ

ซึ่งการเรียงอันดับจะขึ้นอยู่กับความสำคัญเรียงจากมากไปน้อย เช่น

  • ประโยชน์ 1 (สำคัญมากสุด)
  • ประโยชน์ 2 (สำคัญรองลงมา)
  • ประโยชน์ 3 (สำคัญน้อยที่สุด)

หากการนำเสนอเกี่ยวข้องกับปัญหาหรือผลกระทบในแง่ลบ ควรจัดความสำคัญจากน้อยไปมากแทน เพราะจะช่วยบรรเทาความรู้สึกในแง่ลบได้ เช่น

  • ปัญหา 1 ( ผลกระทบน้อยที่สุด )
  • ปัญหา 2 ( ผลกระทบน้อยรองลงมา )
  • ปัญหา 3 ( ผลกระทบมากที่สุด )

หากนึกไม่ออกว่าจะจัดโครงสร้างประโยคยังไง ให้ใช้หลัก “BIG SIX” ซึ่งประกอบไปด้วย

  1. WHAT (อะไร)
  2. WHY (ทำไม)
  3. WHO (ใคร)
  4. WHERE (ที่ไหน)
  5. WHEN (เมื่อไหร่)
  6. HOW (อย่างไร)

ซึ่งการเรียงอันดับจะแตกต่างกันไปในแต่ละการนำเสนอ

หากการนำเสนอเกี่ยวข้องกับปัญหาหรือผลกระทบในแง่ลบ ควรจัด WHO ให้อยู่ท้ายสุด เพื่อหลีกเลี่ยงการชี้เป้าโดยตรงไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา โดยการแทรก เนื้อหาอื่นๆ เช่น WHY, WHERE ไประหว่าง WHAT กับ WHO

4. Close

ส่วนนี้คือส่วนที่สำคัญที่สุดของการนำเสนอ เพราะผู้ฟังมักจะจำส่วนสุดท้ายของการนำเสนอได้มากที่สุด ดังนั้นเราควรสรุปใจความสำคัญทั้งหมดแก่คนฟัง และ พูดช่วยให้เขาตัดสินใจว่าเขาจะนำสาส์นที่ได้ไปใช้อะไรต่อ , ช่วยเขาตัดสินใจนั่นเอง, หรือให้เจ้ารู้สึกว่าเจาได้ประโยชน์หรือคุณค่าอะไรสักอย่างกลับบ้าน อาจจะเป็น

  • ผลลัพธ์ (Results)
  • คำแนะนำ (Suggestions)
  • ความเสี่ยง (Risks)
  • อนาคต (Future)

นอกจากนี้ หากมีคำที่ผู้พูด ต้องการให้ผู้ฟังระลึกและจำได้อย่างขึ้นใจหลังจบการนำเสนอ หรือเรียกอีกอย่างว่า Keyword นั่นเองเช่น ชื่อแบรนด์ หรือข้อมูลตัวเลขที่ต้องการเน้นย้ำเป้นพิเศษ เป็นต้น ผู้ส่งสาส์นควรกล่าวซ้ำๆย้ำๆหลายครั้งในการนำเสนอ โดยควรจะใส่ลงไปใน ส่วนเปิด (Open), Context, เนื้อหา (Content) และส่วนปิด (Close) ทั้งหมด

“Key word” คือคำที่ผู้ส่งสาส์นต้องการให้ผู้รับสาส์นระลึกและจำได้อย่างขึ้นใจหลังจบการนำเสนอ

1.3) Prepare Tools

กฏข้อที่ 1: พยายามเตรียมกิมมิกเพื่อรักษากราฟของการนำเสนอไว้

“กิมมิค” (Gimmick) ในที่นี้คือ เครื่องมือหรือทริคที่สามารถใช้ในการดึงดูดความสนใจได้ อาจจะเป็น เกม หรือ มุขตลกก็ได้

This image has an empty alt attribute; its file name is Inflection.png
จำได้มั้ยครับ Inflection จากเรื่อง Tone of Voice

หลักการเดียวกันกับการใช้ Inflection เพื่อควบคุมโทนเสียง พอคนฟังเริ่มหลุด (กราฟเริ่มตก) คนนำเสนออาจจัดให้มีการเล่นเกมหนึ่งรอบหรือเล่นมุขเพื่อดึงกราฟให้สูงขึ้น หรือก็คือ พยายามให้คนฟังตื่นตัวตลอดเวลานั่นเอง

หากเป็นไปได้ควรเล่นมุข ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่พูดไปแล้ว (Callback Technique) หรือ จากข่าวๆใดๆที่กำลังเป้นกระแสในขณะนั้น หรือ มุขสด เพราะจะได้ผลดีกว่ามุขทั่วๆไป

แต่ห้ามเล่น มุขที่รู้กันเฉพาะกลุ่ม, มุขหยาบคาย, โดยเฉพาะ มุข18+ ห้ามเด็ดขาด!!! เพราะไม่เหมาะสมอย่างรุนแรง

มีเรื่องมือง่ายๆ ที่ช่วยสร้าง Interactive เกม และ คนฟังทุกคนสามารถเล่นพร้อมกันผ่านจอนำเสนอง่ายๆ ผ่านโทรษัพท์มือถือ ใช้ได้ผลดีด้วย ตามลิ้งครับ kahoot.it

Credit: kahoot.com
Credit: kahoot.it
กฏข้อที่ 2: ห้ามใส่ตัวอักษรยาวยืดลงไปในสไลด์เด็ดขาด
Bad Slide

เนื่องจาก

  1. เมื่อเปิด สไลด์ มาคนฟังจะไม่สนใจผู้พูด แต่จะอ่าน สไลด์ แทน
  2. ผู้พูดจะเอาแต่อ่านตาม สไลด์ ไม่ keep eye contact กับคนฟัง ทำให้สุดท้ายคนฟังจะหลุดเนื้อหาไปในที่สุด

แล้วทำไงดีละ ?

ใส่แค่ Bullet Points และรูป, ตัวเลข หรือ กราฟ เพื่อประกอบข้อมูลอีก 1- 2 รูปก็พอ เพราะจะไม่เป็นการดึงดูดความสนใจไปที่ สไลด์ จนเกินไป

2) Analysis

ก่อนการนำเสนอ สิ่งสำคัญไม่น้อยกว่าการเตรียมตัวและการจัดโครงสร้างนั่นคือ การวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นการ วิเคราะห์ผู้ฟัง (Listener Analysis) หรือ วิเคราะห์เสียงตอบรับ (Feedback Analysis)

2.1) Listener Analysis

เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ คือ

รู้ว่าคนฟังเป็นใคร? และ อยากฟังอะไร?

เมื่อรู้คนฟังแล้วเราก็สามารถจัดเตรียม Content และวางโครงสร้าง
(Disposition) ให้เหมาะสมกับงานได้

เช่น เป็นกลุ่ม Business กี่% กลุ่ม Art กี่ % หากเรารู้แล้วเราก็สามารถใช้ศัพท์เทคนิค หรือ ภาษาเฉพาะทางที่เหมาะสมกับกลุ่มนั้นๆได้

และเมื่อรู้ว่าคนฟังคาดหวังอะไร ก็สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำเสนอได้เช่น

  1. ให้ข้อมูล (Inform)
  2. ให้ความรู้ (Educate)
  3. โน้มน้าว (Persuade)
  4. กระตุ้นอารมณ์ ความคิด จินตนาการ (Inspire)
  5. ให้ความสนุก (Pleasure)

จากนั้น

พยายามสมมติว่าหากเป็นผู้ฟัง เราจะสงสัยอะไรบ้าง?

แล้วพยายามตอบคำถามนั้น และ ขณะวางโครงสร้าง ใส่คำตอบนั้นลงไปในการนำเสนอด้วย เพื่อป้องกันความเสียงในการถามและทำให้การพูดลื่นไหลมากที่สุด

2.2) Feedback Analysis

ระหว่างนำเสนอ การคอยดูผลตอบรับจากคนฟัง หรือ Feedback ก็ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญมากของการสื่อสาร ผู้พูดควรคอยเช็คอยู่เรื่อยๆ ว่าคนฟังรู้ถึงสาส์นที่เราส่งให้รึเปล่า? หลับรึเปล่า? หลุดจากเนื้อหามั้ย?

การ Keep Eye Contact และการมีปฏิสัมพันธ์ คอยถามตอบกับผู้ฟังตลอดการนำเสนอ จะทำให้เรารู้ว่าในขณะนั้นการนำเสนอเป็นอย่างไร หารมีอะไรผิดพลาก เราจะได้ปรับแก้ได้ทันทีครับ

อย่างเช่น หากเล่นมุข แล้ว มุขฝืด ต้องคอยดูตลอว่าผู้ฟังขำรึเปล่า? ต้องหาวิธีจัดการ อย่าให้ Dead Air นานครับ

3) Presentation

ในการนำเสนอจริง อย่างที่ได้กล่าวไป ผู้นำเสนอไม่ควรที่จะยัดสไลด์ ด้วยประโยคและตัวอักษรยาวเหยียด แต่ควรมีเฉพาะ Bullet Points ที่สำคัญเท่านั้น

หลายๆคนอาจจะกลัวถ้าว่าใส่น้อย แล้วถ้าหากเราลืมเนื้อหาที่จะพูดหละจะทำยังไงดี?

บางคนบอกว่าให้จดสคริปต์ใส่โพย แล้วอ่านเลย ซึ่ง ห้ามทำเด็ดขาด!! เพราะมันจะทำให้เราเสียปฏิสัมพันธ์กับผู้รับสาส์น

นอกจากนี้ ยังมีหลักของการจำคือ

Principle of Memorization

Not Only Words But also….

1) Status

2) Opinion

3) Feeling

นอกจากเนื้อหา content แล้วผู้นำเสนอจำเป็นต้องจดจำ Status หรือจุดยืนของตัวเองและ เรายังจำเป็นที่จะต้องมีความเห็นของเราเองต่อจุดยืนของตัวเอง (Opinion) 
เพราะหากมีการถามหรือการโต้แย้งของผู้ฟัง เราจำเป็นที่จะต้องโต้ตอบและยืนยันจุดยืนของตัวเองให้ได้ สุดท้ายการจำความรู้สึกและอารมณ์ (Feeling) ต่อการนำเสนอของเรา จะทำให้ผู้ฟังมีอารมณ์ร่วมกับการนำเสนอมากขึ้น

How to Memorize

การจะจำเนื้อหามีเทคนิคหลายวิธี เช่น

  1. หาจุดเขื่อม (Find Conjunctions )
  2. คัด แยก เนื้อหา (Filter Content)
  3. เรียบเรียงเนื้อหา ว่าอะไรมาก่อนหลัง แล้วพยายามเล่าให้เป็นเรื่องราง หรือ Story Telling นั่นเองครับ
  4. วางแผนโครงสร้าง (Disposition )
  5. ฝึก ฝึก ฝึก !!!! (Practice)

จากทั้งหมดนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการฝึกฝนครับ พยายามซ้อมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซ้อมจนกระทั่ง พอเห็นเนื้อหาบนสไลด์ แล้วสามารถพุดต่อไปได้อย่างไม่ตะกุกตะกัก

สรุป

สิ่งที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของ Public Speaking คือ “ผู้ฟัง”

ก่อนนำเสนอ ผู้พูดจำเป็นที่จะต้องรู้ก่อนว่าผู้ฟังเป็นใคร? และ เขาคาดหวังว่าจะฟังอะไร? (Listener Analysis) จากนั้นก็เตรียมตัว (Preparation) และจัดวางโครงสร้างเนื้อหา
(Disposition) ให้เหมาะสมกับผู้ฟัง พอถึงคราวนำเสนอจริง คนพูดต้องพยายามมีปฎิสัมพันธ์กับผู้ฟัง ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้าน

1) Verbal Communication เช่น การใช้ Tone of Voice เพื่อทำให้คนฟังไม่หลุดและฟังการนำเสนอจนจบ

2) Non Verbal Communication เช่น การใช้ Body Language อย่างการ Keep Eye Contact, การเล่นมุข, หรือ การเล่นเกมคั่นระหว่างเปลี่ยนหัวข้อ สามารถทำให้ผู้ฟังสนใจการนำเสนออยุ่ตลอด และ ไม่หลับ

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปิดการนำเสนอ ซึ่งเราต้องสรุปใจความสำคัญทั้งหมด ให้เขารู้สึกว่าได้สิ่งที่เขาคาดหวังกลับไปหลังจากที่ฟังจบ

และสุดท้าย

การซ้อมและฝึกฝนเป็นสิ่งจำเป็น ทำให้มากที่สุด จนกระทั่งมั่นใจครับ

พยายามออกงานนำเสนอจริงให้มากที่สุด และเก็บ Feedback ไว้ปรับปรุงและฝึกผนตัวเองในรอบต่อไปครับ

Related posts